WARNING:

1.ใครที่ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ แนะนำว่าอย่าอ่านเลยค่ะ เพราะมันจะสปอยและทำให้เสียอรรถรสมากกกกกกก

2.ฟิคชั่นเรื่องนี้ แต่งตามใจคนเขียนนะคะ ไม่เกี่ยวกับตัวหนังค่า

3.มันโคตรเวิ่นเว้อ หากอ่านไม่รู้เรื่องต้องขออภัย orzz

 

แนะนำ เปิดเพลงผ่านเลยไปฟังไปด้วยก็ดีนะคะ เผื่อจะซึ้งมากขึ้น (ฮา)

http://youtu.be/FQxxwd1JNKk

 

 

 

 

[FANFICTION] HOME ความรัก ความสุข ความทรงจำ Part.บ้านหลังที่สอง [บีม&เน]

 

 

 

(cr: แฟนเพจHOME ค่ะ)

 

 

 

 

 

               ในคืนสุดท้ายของชีวิตนักเรียนมัธยม เขาได้พบกับเด็กผู้ชายคนหนึ่ง

 

                เด็กผู้ชายคนนั้นมีชื่อว่า ‘บีม’ เป็นเด็กม.3 นักกีฬาบาสฯซึ่งเขาก็พอจะเคยเห็นหน้าอยู่บ้างเวลามีการแข่งบาสฯ แต่เขาก็ไม่เคยคิดสนใจเด็กคนนั้นเลย

 

 

                 แต่เพียงแค่คืนเดียว... คืนเดียวเท่านั้น ทั้งๆที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บทสนทนาประโยคแล้วประโยคเล่าก็ถูกยกขึ้นมาพูดคุย

 

 

                  จากสรรพนาม นาย ในตอนแรก ก็เปลี่ยนเป็น มึง  จาก ความไม่รู้จัก พัฒนาเป็น ความสนิทสนม จาก รุ่นน้องธรรมดา ก็กลายเป็น คนรู้ใจ  เพียงแค่คืนเดียว...สายสัมพันธ์ก็ถูกก่อตัวขึ้นมา ถักทอแน่นแฟ้นยิ่งกว่าเพื่อนที่รู้จักกันมากว่าสิบปี อาจเป็นเพราะพวกเขาสองคนมีปมในใจบางอย่างคล้ายคลึงกัน เลยทำให้เข้าใจกันก็เป็นได้

 

 

 

 

              หนึ่งคือนกน้อยที่ดูเหมือนจะสามารถโผบินได้อย่างอิสระ แต่ก็ยังคงไร้ที่พักพิง

              สองคือกิ่งไม้แห้ง แม้จะมีหลายคนเวียนเข้ามาหา แต่ก็มักจะเข้ามาหาด้วยต้องการสิ่งตอบแทน ไร้ซึ่งความจริงใจ

              สองคนที่ขาดบางสิ่งบางอย่าง เมื่อโคจรมาพบกัน จึงได้เข้ามาเติมเต็มซึ่งกันและกัน...

 

 

 


             'พี่ มีแฟนปะ? ใครอะ บอกหน่อย บอกหน่อยนะ ...ประโยคธรรมดาเพียงประโยคเดียว กับน้ำเสียงอ้อนๆที่ไม่เคยมีใครมาทำด้วย ทำให้เขาเผลอหลุดยิ้มไปโดยไม่รู้ตัว

 

             'พี่ครับ พี่ไป... ดูหนังกับผมได้มั้ยครับ …แววตาซื่อตรงที่จ้องมาที่เขา น้ำเสียง รอยยิ้ม ไออุ่นจากมือของอีกฝ่าย ทั้งหมดทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว

 

             ' กอดหน่อย นะ …อ้อมกอดอุ่นๆ เต็มไปด้วยมิตรภาพ กับความรู้สึกบางอย่างที่เริ่มก่อตัวขึ้น

 

            ‘เดี๋ยวค่อยให้ก็ได้ เดี๋ยวผมก็กลับมา

 

 

 

 

                …………………………………….เดี๋ยวผมก็กลับมา 

            ........................................................เดี๋ยวผมก็กลับมา 

                 

 

 

 

 


                คำพูดประโยคนั้นยังคงก้องอยู่ในหู สะท้อนไปสะท้อนมาอยู่ในจิตใจ

                มันเป็นถ้อยคำสัญญา ที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสได้ทำ.......

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               ภาพขาวดำ...

              นัยน์ตาไร้แวว... ริมฝีปากไร้รอยยิ้ม...

              เนจ้องมองภาพตรงหน้า ภาพของเด็กผู้ชายวัยรุ่นในกรอบรูปสีทอง...เด็กผู้ชายที่เขาเพิ่งรู้จักได้ไม่นาน

สายตาเลื่อนลงจากรูปภาพ ไปยังข้อความข้างใต้

 

                นายนฤพล นิรวรรณ 

                ชาตะ 16 มีนาคม พ.ศ.2539 

                มรณะ 27 เมษายน พ.ศ.2554 

               

                เขาเม้มปากแน่น เบนสายตาออกจากภาพตรงหน้า

                ในงานศพ บรรยากาศเต็มไปด้วยความเศร้าโศก บางคนกำลังนั่งปาดน้ำตา บางคนถึงกับสะอื้นไม่หยุด

 

 

              น่าแปลก.... ที่น้ำตาของเขากลับไม่ไหลออกมา..

               ทำไมกันนะ.. เพราะเพิ่งรู้จักกับบีมมันหรอ?  เพราะเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน พอต้อง ‘จากกัน’ ก็เลยยังไม่เสียใจอะไรมาก

               แล้วถ้างั้น ไอ้ความรู้สึกจุกที่อกนี่มันคืออะไร..

               ถ้าเขาไม่เสียใจ ทำไมลำคอของเขาจึงแห้งผากจนไม่อาจเปล่งเสียงได้? ถ้าเขาไม่เสียใจ ไอ้ความรู้สึกเหล่านี้คืออะไร?

               

                               

            ตั้งแต่มาถึงจนงานเริ่ม เนไม่ได้พูดคุยกับใครสักคน

            หลังจากบทสวดมนต์เริ่มขึ้น เขานั่งอยู่สักพัก ก็ทนบรรยากาศในงานไม่ไหว เลยตัดสินใจลุกออกมาก่อน

            เขาเดินไปเรื่อยๆ เดินอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งเดินไปถึงบริเวณหลังศาลา

            เขาชะงักฝีเท้า เมื่อได้ยินเสียงคนสองคนกำลังคุยกันอยู่

 

 

                “สามวันละหนา ไอ่หน้อยมันยังบ่อปิ๊กมาหาอิแม่มันเลย” (สามวันแล้วนะ ลูกฉันมันยังไม่กลับมาหาแม่มันเลย)

                “มันท่าจะยังหาตางปิ๊กบ้านบ่อแม่นล่ะก้า” (มันคงยังหาทางกลับบ้านไม่ถูกล่ะมั้ง)

 

 

                เขาจำหนึ่งในสองคนนั้น หญิงสาวที่เป็นคนยืนต้อนรับแขกที่มางานคนนั้น เธอคือแม่ของบีม เขาได้ยินคนในงานหลายคนเอ่ยปากชมหล่อนว่าหล่อนเข้มแข็งมาก สามารถทำใจกับการจากไปของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวได้เร็ว

                แต่ดูจากคำพูดของเจ้าหล่อนตอนนี้....

 

                “ถ้าทำใจ๋ได้ก็ดีน่ะก่ะ เปิ้นจะได้ไห้หื้อมันเหีย” (ถ้าทำใจได้ก็ดีสิ ฉันจะได้ร้องไห้ให้กับมันเสียที)

              

 

 

            ...บางที

             สาเหตุที่เขาไม่ร้องไห้ ก็อาจจะเหมือนแม่ของบีมก็ได้

             เขายังรับความจริงที่ว่า บีม’ตาย’แล้ว ไม่ได้

 

          ก็มันสัญญาไว้แล้ว...  

          ว่ามันจะกลับมา... 

 

 


          เขาค่อยๆถอยห่างจากมุมที่ยืนอยู่แล้วเดินเรื่อยเปื่อยอีกรอบ

          เขาได้ยินเสียงลม...เสียงใบไม้กิ่งไม้เสียดสีกัน...เสียงฝีเท้าตัวเอง...เสียงพระสวดจากศาลาต่างๆ...เสียงคนเรียกแม่ของบีมให้เข้าไปกรวดน้ำ รู้ตัวอีกที งานศพในวันนี้ก็เสร็จสิ้นลงแล้ว

           เขานึกได้ว่ายังวางกระเป๋าทิ้งไว้เลยเดินกลับเข้าไปในศาลา เขาเดินสวนกับคนหลายคนที่เขารู้จัก เดินสวนกับ เต้อ เด็กหนุ่มนักบาสที่เขาเคยแอบชอบ แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะสนใจ

           เขาเดินตรงไปที่ที่นั่งของตัวเอง จังหวะที่หยิบกระเป๋าขึ้นมา รูปภาพรูปหนึ่งก็หล่นลงมาจากกระเป๋า

          เขาจะก้มลงเก็บ แต่เมื่อเห็นภาพนั้น ก็ต้องชะงัก

 

           ภาพเด็กผู้ชายในชุดนักบาสแขนกุดสีแดงสกรีนเลข 5 สีขาวตัวใหญ่ไว้หลังเสื้อ ซึ่งหันมามองกล้องตามเสียงเรียกของเขา... แบ็คกราวด์ด้านหลังที่เบลออยู่เป็นรถบัสที่คนในภาพจะนั่งลงไปกรุงเทพ

 

             ...มันคือภาพสุดท้ายของบีมที่เขาได้เห็น และถ่ายเก็บไว้ 

 

            เขาหยิบรูปใบนั้นขึ้นมาจ้อง เบือนสายตาไปยังโลงศพสีขาวทองรายล้อมไปด้วยพวงหรีดดอกไม้นานาชนิด

            แล้วค่อยๆก้าวเท้า...เดินตรงเข้าไป

 

            “จะว่ามึงไม่ทำตามสัญญาก็ไม่ได้เนอะบีม ก็ขนาดพี่เองก็ยังไม่ได้ทำเลยนี่นา”

 

            เสียงแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปากแห้งผาก เข้าจ้องมองรูปตรงหน้า ขยับยิ้มจางๆให้ แล้ววางรูปภาพในมือลงหน้ากรอบรูปสีทอง

 

            “พี่เอารูปมึงมาให้แล้วนะ ที่ไม่ได้ส่งเป็นเมล์เพราะตอนนั้นพี่จดไม่ทัน แต่ยังไงก็เอามาให้ตามสัญญาแล้วเนอะ”

 

             เขายิ้มให้กับรูปขาวดำตรงหน้า ดวงตาว่างเปล่าจ้องตอบกลับมา ไร้ซึ่งรอยยิ้มสดใส เขายกมุมปากสูงขึ้นกว่าเดิม เอื้อมมือไปสัมผัสรูปตรงหน้าแผ่วเบา

 

               ความเย็นจากรูป...แล่นผ่านเข้าสู่ปลายนิ้ว

               เขาหลับตาลง...แล้วจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

               เนลืมตาขึ้นมาออกจากห้วงภวังค์ ก่อนมองไปรอบๆ

               ตอนนี้เป็นเวลากลางคืน ตรงหน้าเขาคือลานรูปปั้นหน้าโรงเรียนเก่าของเขา เขาจ้องมองไปยังอดีตสถานศึกษาของตัวเอง รู้สึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่ามาที่นี่ได้อย่างไร แต่ก็ไม่ได้คิดใส่ใจ

 

              คืนนั้น...ที่นี่ก็เงียบสงบแบบนี้

              คืนที่เขาได้รู้จักกับบีมครั้งแรก... 

 

              เนมองไปรอบๆ ซึมซับบรรยากาศยามค่ำคืนภายในโรงเรียน บางทีเขาคงจะตรงมาที่นี่หลังกลับจากงานศพ เพราะเขาเองก็ย้อนกลับมาที่โรงเรียนบ่อยๆตั้งแต่วันที่บีมลงกรุงเทพฯ

              แม้น้ำตาของเขาจะไม่เคยไหลออกมาสักครั้ง แต่ความเจ็บปวดในใจมันก็เด่นชัดจนทรมาณ

 

 

 

              เขายังคงรออยู่... 

              ...รอให้มันกลับมา 

 

 

 

 

              กึก 

              “พี่” 

              เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง  พร้อมๆกับเสียงพูดของใครบางคนที่เขาไม่มีทางลืม

              ดวงตาของเขาเบิกกว้าง รีบหันขวับไปทางต้นเสียง พอหันไป ก็พบกับใบหน้าที่แสนคิดถึง

 

              “.............มึง...............................บีม?”

 

 

              เสียงของเขาสั่นเครือจนแม้แต่ตัวเองก็รู้สึกได้ เด็กม.3นักบาสอารมณ์ดีคนนั้น ยังเหมือนเดิมทุกประการ เสื้อสีเหลืองสดลายนกกระดาษ กางเกงลายสก็อต และรอยยิ้มอันแสนสดใส

 

            “ผมกลับมาแล้ว” 

 

            ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไร ร่างนั้นก็โถมเข้ากอด อ้อมแขนแข็งแรงรัดร่างของเขาแน่น แน่นเสียจนน่าตกใจ

              เขาค่อยๆยกมือขึ้นมากอดตอบร่างนั้น มือสัมผัสแผ่นหลังแผ่วเบาคล้ายไม่แน่ใจ

              แต่พอรับรู้ถึงไออุ่นที่ส่งตรงมา เขาก็รีบกอดแน่น

              เวลาทั้งหมดราวกับหยุดนิ่ง...ปล่อยให้คนสองคน อยู่ในห้วงความรู้สึกของตัวเอง

              ในห้วงเวลานั้น....จู่ๆน้ำตาของเขาก็ไหล

 

 

              หากนี่เป็นฝัน...เขาก็อยากให้มันเป็นฝันที่ไม่มีวันตื่นขึ้นมา 

 


              เนอยากจะทดลองหยิกตัวเองดูสักครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝันไปรึเปล่า แต่ก็ไม่กล้าพอ

              อ้อมกอดแน่นค่อยๆคลายออก เขาสบตากับคนตรงหน้า

 

 

 

               “ขอบคุณนะ” 

              ...ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่าง

              ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะไปเรื่องจริงหรือไม่ แต่เขาก็ดีใจ ที่ได้เจอกับบีมอีกครั้ง

 

              “ผมก็ ขอบคุณเหมือนกัน”

              “เรื่อง?”

 

              บีมยิ้ม แล้วหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง

              รูปภาพภาพนั้น...ภาพที่เขาเอาไปวางหน้ารูปของบีมในงานศพ

 

              “ขอบคุณสำหรับภาพนะพี่ ผมได้รับแล้ว

              ผมก็กลับมาหาพี่แล้วนะ ตามสัญญาที่ให้ไว้”

 

              เขานิ่ง ไม่พูดอะไร พยายามจดจำทุกคำพูดที่อีกฝ่ายพูด ซึมซับทุกน้ำเสียงเข้าสู่หัวใจ

 

              “ขอบคุณที่รอผมนะ..

              ขอบคุณที่...ยังคงจำผมได้”


 

 

 

              “แล้วก็.... ขอบคุณ...........ที่ไม่ลืม............

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

              เสียงนกร้องปลุกให้เนตื่นขึ้นมา

              เขามองไปรอบห้อง แสงแดดลอดผ่านต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ผ่านม่านมู่ลี่เข้ามาสร้างไออุ่นให้กับเขา

 

              ฝันไป..สินะ? 

 

              เขายกมือขึ้นลูบหน้า แล้วก็ต้องตกใจ เมื่อสัมผัสได้ถึงคราบน้ำตาบนใบหน้าตัวเอง

 

              ไม่สิ...เขาไม่ได้ฝันไป 

              บีมกลับมาหาเขาแล้วจริงๆ... 

 

              ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า แต่เขารู้สึกว่าไออุ่นจากอ้อมกอดนั้นยังคงอยู่

              และแน่นอนว่า ทุกเสียงทุกคำพูดของมัน เขายังคงจำได้... 

 

              เนขยับยิ้มออกมา แล้วจู่ๆ น้ำตาก็ทะลัก

              เขาก้มหน้าลง กอดเข่าตัวเอง ร้องไห้ออกมาเสียงดังลั่นห้อง

              ประโยคๆนึง ดังซ้ำไปมาในหัวราวกับจะตอกย้ำ

 

              บีมตายไปแล้ว

              บีมตายไปแล้ว

              บีมตายไปแล้ว

              บีมตายไปแล้วจริงๆ

 

              เนส่งเสียงสะอื้นออกมาไม่หยุด เขาร้องไห้นานเท่าไหร่เขาจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเขาร้องหนักมาก ร้องจนราวกับว่าน้ำออกมาจนหมดตัวแล้ว

                เสียงสะอื้นค่อยๆหายไป เนหยุดร้องไห้ ยกมือปาดน้ำตา

                เขาขยับตัวไปข้างๆเตียง หยิบกล้องคู่ใจขึ้นมา แล้วกดดูรูป

 

                ภาพของบีมในอิริยาบถต่างๆปรากฏขึ้นมาบนหน้าจอ เขากดไล่ดูรูปไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ วนไปวนมาหลายรอบ ท้ายที่สุด ก็หยุดลงที่ภาพบีมในชุดนักบาสสีแดง ภาพเดียวกับที่เขาให้บีมไป

                เขายกมือปาดน้ำตาหยดสุดท้าย ขยับยิ้ม แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

 

                “ดีใจที่ได้เจอกับมึงอีกครั้งนะเว้ย บีม” 

 

 

 

 

 

 

 

                เนแต่งตัวแล้วเดินออกจากบ้าน

                เขาเดินไปเรื่อยๆ...เรื่อยๆ....รู้สึกว่าวันนี้เขายิ้มได้มากขึ้นกว่าเดิม

 

              เขาทักทายทุกคนที่เดินผ่านไป ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังนึง

                เขาได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้สะอื้นออกมาจากบ้าน เจ้าหล่อนพูดประโยคเดิมซ้ำๆไม่หยุด ว่าลูกของหล่อนกลับมาแล้ว ลูกของหล่อนกลับมาแล้ว

              เนยืนยิ้ม ก่อนจะออกเดินต่อไป

 

 

                เขาเดินไปจนไปถึงย่านร้านค้า เดินไปจนถึงร้านเครื่องประดับร้านหนึ่ง

              เนสะดุดตากับเข็มกลัดอันนึง จึงตัดสินใจเดินเข้าไปดู

 

 

              ..เข็มกลัดรูป ‘นกกระดาษสีทอง’

               

                เขายิ้มให้กับมัน ก่อนหันไปตะโกนเรียกเจ้าของร้าน

                “ลุงครับ เข็มกลัดนี่ราคาเท่าไหร่ครับ”

 

 

 

 

                เขาเดินต่อไปเรื่อยๆ รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเมื่อได้ของที่ต้องการมาอยู่ในมือ

                เสียงเพลงเพลงหนึ่งลอยจากร้านเพลงมาเข้าหู เขาหยุดเดินอีกรอบ ฟังเสียงเพลงนั้น

 

              หากเธอลองมองไปยังฟ้าแสนไกล...และคิดถึงใครหนึ่งคนคุ้นเคย
              กี่หมื่นพันคำที่ไม่ทันเอื้อนเอ่ย...และเธอยังคง...เก็บมันไว้ข้างในใจ 

 

              เนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้ากว้าง เห็นนกน้อยบินผ่านไป แสงแดดสาดส่องผ่านกลุ่มเมฆลงมาแยงตา

 

              ...หากเขาเป็นเหมือนกิ่งไม้แห้ง

              ...บีมก็เป็นนกน้อยที่เข้ามาพักพิง เป็นนกน้อยที่ทำให้กิ่งไม้แห้ง ได้เงยหน้าขึ้นมองแสงสว่างที่ส่องผ่านลงมา

 

              ถึงแม้นกน้อยจะบินจากไปแล้ว แสงสว่างจะผ่านเลยไปแล้ว

              ...แต่ความอบอุ่น ก็ยังคงอยู่

 

              และถึงแม้ว่าบีมจะจากไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงจดจำบีมได้

 

              แต่จะดีหรือร้ายก็ไม่สำคัญ...เท่ารักนั้นทิ้งอะไรไว้

              มันจะเป็นรอยยิ้มหรือกี่หยดน้ำตา...ก็ได้ทำให้รู้ว่ารักเป็นอย่างไร... 

 

 

 

              บีม.....ได้เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเขาแล้ว  

              และไม่ว่ายังไง...เรื่องราวของบีมก็จะเป็น ’ความทรงจำที่สวยงาม’ อยู่ในใจเขาตลอดไป

-FIN-

 

 

 

 

TALK:

ก่อนอื่นต้องขอบคุณพิมคังมากๆสำหรับกำเมืองงง เราชาบูเธออออ ;_; /กอดรัด

ตอนแรกคิดจะพิมคุยอะไรมากมายเยอะมาก  555555 แต่ตอนนี้กลับลืมซะงั้น 555

เอาเป็นว่า HOMEเป็นหนังที่เราชอบมากที่สุดอีกเรื่องเลยค่ะ ! ชอบมากขนาดเราเอามาเพ้อเป็นฟิคเลยทีเดียว ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่สายนี้แท้ๆ 5555555555 (ปกติอยู่สายวาด)

 

ฟิคเรื่องนี้เราเวิ่นเว้อมากเลยค่ะ คิดอะไรรู้อะไรอยากให้มันเป็นยังไงยัดใส่หมด แรงบันดาลใจก็มาจากกระทู้ต่างๆในpantipน่ะค่ะ  lol

เรื่องนี้ไปดูมาสองรอบแล้วค่ะ เป็นหนังเรื่องแรกเลยนะเนี่ยที่เราไปดูสองรอบด้วยความตั้งใจของตัวเอง5555 รอบแรกน้ำตาไหลเฉยๆ ไม่ร้องหนักมาก แต่ตอนออกมานี่รู้สึกจุกอก อารมณ์ค้าง กลับมาบ้านแตะทวิตปุ๊บ สครีมไม่หยุด คนอื่นหยุดสครีมแล้วเรายังสครีมไม่เลิก 55555

รอบสอง ตอนแรกไม่ร้องนะคะ แต่พอฉากที่ปรียาจะโยนช่อดอกไม้ เรารู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป สะอื้นเลยค่ะ สะอื้นไม่หยุด ร้องหนักจนเพื่อนที่ไปด้วยต้องหันมาลูบหลัง 55555

 

เอาเป็นว่า ยังไงซะ หนังเรื่องนี้ก็เป็นหนัง”ความรัก” ที่ทำให้เรามี”ความสุข” และจะอยู่ใน”ความทรงจำ”ของเราตลอดไปค่ะ ♥

 

ปล. จริงๆ อยากลงเมื่อวานมากกว่า มันเป็นวันสำคัญมากกกกกกกกกกกกก แต่ลงไม่ทัน T_T

ปล.ล. เมื่อวานเป็นวันสำคัญยังไง? ในฟิคมีบอกอยู่นะคะ : )

ปล.ล.ล. ความจริงมันควรจะเรียกว่าเป็นวันที่ทำให้เศร้ามากกว่าวันสำคัญ... ฮึก T_T